|
การเล่นกับเด็กเป็นของคู่กันมาตั้งแต่กาลครั้งไหน
คงไม่มีใครทราบได้ แต่การเล่นก็เป็นเรื่องที่สืบ เนื่องแสดงถึงเอกลักษณ์ของชนชาติหรือท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดเข้าสู่กระแสชีวิตและตกทอดกันมาตั้งแต่
รุ่นปู่ย่าตายายของ
ปู่ย่าตายายโน่นเอาตั้งแต่เมื่อเราเกิดมาลืมตาดูโลกก็คงจะได้เห็นปลาตะเพียนที่ผู้ใหญ่แขวน
ไว้เหนือเปลให้เด็กดู "เล่น"
เป็นการ
บริหารลูกตา แหวกว่ายอยู่ในอากาศแล้ว พอโตขึ้นมาสัก 3-4 เดือน ผู้ใหญ่ก็จะสอนให้เล่น"จับปูดำ
ขยำปูนา" "แกว่งแขนอ่อน
เดินไว ๆ ลูกร้องไห้ วิ่งไปวิ่งมา"
โดยที่จะคิดถึงจุดประสงค์อื่นใดหรือไม่สุดรู้ แต่ผลที่ตามมานั้นเป็นการหัดให้เด็กใช้กล้ามเนื้อมือ
กล้ามเนื้อแขนประสานกับสายตา
การละเล่นเป็นการส่งเสริมให้เด็ก
ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเป็นกิจกรรมที่แฝงไว้ ด้วยสัญลักษณ์ หากศึกษาการเล่น
ของเด็กในสังคม เท่ากับได้ศึกษาวัฒนธรรมของสังคมนั้นด้วย การละเล่นของเด็กไทย
มีความหลากหลาย เช่น หมากเก็บ ว่าว โพงพาง
รีรีข้าวสาร เป็นต้น
การละเล่นของเด็กแบบไทย
ๆ มีมาตั้งแต่เมื่อไร
ชนชาติไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไร การละเล่นแบบไทย ๆ ก็น่าจะมีมาแต่เมื่อนั้นแหละ
ถ้าจะเค้นให้เห็นกันเป็นลายลักษณ์อักษร ก็คงต้องขุดศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
มาอ้างพอเป็นหลักฐานได้ราง ๆ ว่า
"..ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว
ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน..."
ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีการกล่าวถึงการละเล่นของคนสมัยนั้นว่า
"...เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษก
เถลิงพระโค กินเลี้ยงเป็นนักขัตฤกษ์ หมู่นางในก็ได้ดูชุดชักว่าว
หง่าวฟังสำเนียง เสียงว่าว ร้องเสนาะลั่นฟ้าไปทั้งทิวาราตรี..."
ในสมัยอยุธยา บทละครกรุงเก่าได้กล่าวถึงการละเล่นบางอย่างที่คุณคงจะคุ้นเคยดีเมื่อสมัยยังเด็ก
คือลิงชิงหลักและปลาลงอวน ในบทที่ว่า
"เมื่อนั้น โฉมนวลพระพี่ศรีจุลา ว่าเจ้าโฉมตรูมโนห์รา
มาเราจะเล่นกระไรดี เล่นให้สบายคลายทุกข์ เล่นให้สนุกในวันนี้ จะเล่นให้ขันกันสักทีเล่นให้สนุกกันจริงจริง
มาเราจะวิ่งลิงชิงเสา ช้างโน้นนะเจ้าเป็นแดนพี่ ช้างนี้เป็นแดนเจ้านี้
เล่นลิงชิงเสาเหมือนกัน ถ้าใครวิ่งเร็วไปข้างหน้า ถ้าใครวิ่งช้าอยู่ข้างหลัง
เอาบัวเป็นเสาเข้าชิงกัน ขยิกไล่ผายผัน
กันไปมาเมื่อนั้น โฉมนวลพระพี่ศรีจุลา บอกเจ้าโฉมตรูมโนห์รา มาเราจะเล่นปลาลงอวน
บัวผุดสุดท้องน้องเป็นปลา ลอยล่องท่องมาเจ้าหน้านวลจะขึงมือกันไว้เป็นสายอวน
ดักท่าหน้านวลเจ้าล่องมา ออกหน้าที่ใครจับตัวได้
คุมตัวเอาไว้ว่าได้ปลา
ในเรื่อง "อิเหนา" วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏการละเล่นหลายอย่าง
เช่น ตะกร้อ จ้องเต ขี่ม้าส่งเมือง ดังว่า
"...บ้างตั้งวงเตะตะกร้อเล่น
เพลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันเป็นสันทัด
บ้างถนัดเข้าเตะเป็นน่าดู
ที่หนุ่มหนุ่มคะนองเล่นจ้องเต
สรวลเสเฮฮาขึ้นขี่คู่
บ้างรำอย่างชวามลายู
เป็นเหล่าเหล่าเล่นอยู่บนคิรี"
หรือในขุนช้างขุนแผนกก็กล่าวถึงการละเล่นไม้หึ่งไว้ว่า
"...เมื่อกลางวันยังเห็นเล่นไม้หึ่ง
กับอ้ายอึ่งอีดูกลูกอีมี
แล้วว่าเจ้าเล่าก็ช่างนั่งมึนมี
ว่าแล้วซิอย่าให้ลงในดิน"
ประเภทของการละเล่น
เนื่องจากการละเล่นของไทยเรานั้นมีมากมายจนนึกไม่ถึง
(กรมพลศึกษารวบรวมไว้ได้ถึง 1,200 ชนิด) แต่พอจะแบ่งคร่าว ๆ
ได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ การละเล่นกลางแจ้ง
และการละเล่นในร่ม และในแต่ละประเภทก็ยังแบ่งย่อยอีกเป็นการละเล่น
ที่มีบทร้องประกอบ กับที่ไม่มีบทร้องประกอบ
การละเล่นกลางแจ้งที่มีบทร้องประกอบได้แก่
โพงพาง เสือไล่หมู่ อ้ายเข้อ้ายโขง ซ่อนหาหรือโป้งแปะ เอาเถิด มอญซ่อนผ้า
รีรีข้าวสาร ที่มีคำโต้ตอบ เช่น งูกันหาง แม่นาคพระโขนง มะล็อกก๊อกแก็ก
เขย่งเก็งกอย ที่ไม่มีบทร้องประกอบ ได้แก่ ล้อต๊อก หยอดหลุม
บ้อหุ้น ลูกดิ่ง ลูกข่าง ลูกหิน เตยหรือตาล่อง ข้าวหลามตัด วัวกระทิง ลูกช่วง
ห่วงยาง เสือข้ามห้วยเคี่ยว เสือข้ามห้วยหมู่ ตี่จับ แตะหุ่น
ตาเขย่ง ยิงหนังสะติ๊ก ปลาหมอ ตกกะทะ ตีลูกล้อ การเล่นว่าว กระโดดเชือกเดี่ยว
กระโดดเชือกคู่ กระโดดเชือกหมู่ ร่อนรูป หลุมเมือง
ทอดกะทะ หรือหมุนนาฬิกา ขี่ม้าส่งเมือง กาฟักไข่ ตีโป่ง ชักคะเย่อ โปลิศจับขโมย
สะบ้า เสือกันวัว ขี่ม้าก้านกล้วย กระดานกระดก
วิ่งสามขา วิ่งสวมกระสอบ วิ่งทน ยิงเป็นก้านกล้วย การละเล่นในร่มที่มีบทร้องประกอบ
ได้แก่ ขี้ตู่กลางนา ซักส้าว โยกเยก แมงมุม
จับปูดำขยำปูนา จีจ่อเจี๊ยบ เด็กเอ๋ยพาย จ้ำจี้
ที่ไม่มีบทร้องประกอบ
ได้แก่ ดีดเม็ดมะขามลงหลุม อีขีดอีเขียน อีตัก เสือตกถัง เสือกันวัว หมากกินอิ่ม
สีซอ หมากเก็บ
หมากตะเกียบ ปั่นแปะ หัวก้อย กำทาย ทายใบสน ตีไก่ เป่ากบ ตีตบแผละ กัดปลา
นาฬิกาทางมะพร้าว กงจักร ต่อบ้าน พับกระดาษ
ฝนรูป จูงนางเจ้าห้อง การเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่เช่นเล่นเป็นพ่อเป็นแม่ เล่นแต่งงาน
เล่นหม้อข้าวหม้อแกง แคะขนมครกเล่นขายของ
เล่นเข้าทรง ทายคำปริศนา นอกจากนั้นยังมีทบร้องเล่น เช่น จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า
ขอข้าวขอแกงแกง....และบทล้อเลียน เช่น ผมจุก
คลุกน้ำปลา เห็นขี้หมานั่งไหว้กระจ๊องหง่อง เป็นต้น การละเล่นที่เล่นกลางแจ้งหรือในร่มก็ได้ที่ไม่มีบทร้อง
ได้แก่ ลิงชิงหลัก ขายแตงโม
เก้าอี้ดนตรี แข่งเรือคน ดมดอกไม้ปิดตาตีหม้อ ปิดตาต่อหาง โฮกปี๊บ เป่ายิงฉุบ
เด็กแต่ละภาคเล่นเหมือนกันหรือไม่
เนื่องจากในแต่ละภาคมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันทั้งในด้านภาษา
วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ สภาพแวดล้อม
ทำให้การละเล่นของเด็ก แต่ละภาคมีความแตกต่างกันไปบ้างในเรื่องของบทร้องประกอบการละเล่น
กติกา และอุปกรณ์การละเล่น แต่โดยส่วนรวมแล้วลักษณะการเล่นจะคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่
ความแตกต่างในเรื่องของบทร้องประกอบการละเล่น
การละเล่นซึ่งมีบทร้องประกอบ
บางอย่างมีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือน ๆ กัน แต่บทร้องจะแตกต่างไปตามภาษาท้องถิ่น
และเนื้อความซึ่งเด็กเป็นผู้คิดขึ้น เช่น การละเล่นจ้ำจี้ หรือ ปะเปิ้มใบพลูของภาคเหนือ
จ้ำมู่มี่ของภาคอีสาน และจุ้มจี้ของภาคใต้บทร้องจ้ำจี้ภาคกลางมีหลายบท
แต่บทที่เป็นที่เด็กภาคกลางร้องกันเป็น เกือบทุกคนคือ
จ้ำจี้มะเขือเปราะ
กะเทาะหน้าแว่น
พายเรือออกแอ่น
กระแท่นต้นกุ่ม
สาวสาวหนุ่มหนุ่ม
อาบน้ำท่าไหน
อาบน้ำท่าวัด
เอาแป้งที่ไหนผัด เอากระจกที่ไหนส่อง
เยี่ยม
ๆ มอง ๆ นกขุนทองร้องวู้"
อุปกรณ์การละเล่นของแต่ละท้องถิ่น
ในแต่ละท้องถิ่น เด็ก ๆ จะคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ประกอบการละเล่นหรือทำของเล่นขึ้นมาเอง
โดยนำวัสดุที่มีตามธรรมชาติ
หาได้ใกล้ตัวมาใช้ เช่นเด็กภาคเหนือ จะนำมะม่วงขนาดเล็กที่กินไม่ได้มาร้อยเชือกแล้วใส่เดือย
นำมาใช้ตีกันเรียกว่าเล่นไก่มะม่วง
หรือนำเอาไม้เล็ก ๆ มาเล่นกับลูกมะเขือ หรือมะนาวเรียกว่า หมากเก็บไม้หรือไม้แก้งขี้
เล่นเก็บดอกงิ้ว ซึ่งคนเล่นจะรอให้ดอกงิ้วหล่น
ใครเห็นก่อนก็ร้อง "อิ๊บ" มีสิทธิ์ได้ดอกงิ้วดอกนั้นไปร้อยใส่เถาวัลย์
ใครได้มากที่สุดก็ชนะ
เล่นบ่าขี้เบ้าทรายก็ใช้ทรายปนดินที่นำมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ มากลิ้งในร่องซึ่งขุดกันริมตลิ่งแม่น้ำนั่นเอง
ของเล่นที่ทำกันก็เช่น
กล้องกบ ใช้ลำไม้ไผ่มีรูกลวงเล็ก
ๆ และไม้แกนซึ่งเหลาพอดีกับรูไม้ เอาใบหญ้าขัด (ขัดมอน) นั้นเป็นก้อนยัดลงไปในรูกระบอก
เอาแกนแยงจนสุดลำแล้วใส่ก้อนหญ้าอีกก้อน เอาแกนแยงเข้าไปอีกหญ้าก้อนแรกก็จะหลุดออกพร้อมกับเสียงดังโพละก้อนหญ้านี้อาจใช
้ลูกหนามคัดเค้า หรือมะกรูดลูกเล็กแทนได้
ลูกโป่งยางละหุ่ง ใช้ยางที่กรีดจากต้นละหุ่งหรือจากการเด็ดใบ
หาอะไรรองน้ำยางไว้ แล้วเอาดอกหญ้าขดเป็นวงจุ่มน้ำยาง
ให้ติดขึ้นมา ค่อย ๆ เป่าตรงกลางบ่วงดอกหญ้า ยางละหุ่งจะยืดและหลุดเป็นลูกโป่งสีรุ้งแวววาว
ลอยไปได้ไกลๆ แล้วไม่แตกง่ายด้วย
ของเล่นเด็กภาคอีสาน
เล่นข้าวเหนียวติดมือ โดยเอาข้าวเหนียวมาปั้นจนได้ก้อนเท่าหัวแม่มือ แบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่าย
ให้ฝ่ายเริ่มเล่นส่งข้าวเหนียวต่อ ๆ กันโดยใช้มือประกบจนครบทุกคนแล้วให้อีกฝ่ายทายว่าข้าวเหนียวอยู่ในมือใคร
ดึงครกดึงสาก
เอาเชือกมาพันครกตำข้าว ปลายเชือก 2 ข้างผู้ไว้กลางด้ามสาก แต่ละข้างมีผู้ถือสาก
4 คน แล้วออกแรงดึง
พร้อม ๆ กัน ฝ่ายใดร่นมาติดครกถือว่าแพ้
แมวย่องเหยาะ
ใช้ก้านมะพร้าวหรือก้านตาลเหลาให้เป็นเส้นเล็กๆเอามาหักแล้วต่อเป็นรูปแมวย่องเหยาะแล้วให้ผู้เล่นฝ่ายแรก
เริ่มเล่นโดยใช้มือจับส่วนใดส่วนหนึ่งของแมว โดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น แล้วให้อีกฝ่ายทายว่าจับตรงไหน
ก่อนทายจะมีคนบอกใบ้ให้ เช่น ถ้าจับตรงหัวก็แกล้งเอามือเกาหัว ถ้าทายผิด
3 ครั้ง ก็แพ้ไป
เล่นหมากพลู นำหมาก
ปูน แก่นคูน ยาเส้น มาตั้งข้างหน้าผู้เล่นเป็นกอง ๆ ให้ผู้เล่นคนแรกส่ายมือเหนือสิ่งของที่กองไว้เร็ว
ๆ อีกฝ่ายหนึ่งบอกชื่อสิ่งของ 10 อย่าง คนส่ายมือก็ตะครุบของสิ่งนั้นทันทีตะครุบผิด
ก็ถูกทำโทษโดนเขกเข่า
ของเล่นของเด็กภาคใต้
ทางภาคใต้ของธรรมชาติที่เด็กนำมาเล่นกันมากคือมะพร้าวลูกยาง (พารา) และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ซึ่งหาง่ายมีทุกจังหวัด
ของเล่นจากมะพร้าว
ได้แก่ ชนควายพร็อกพร้าว อุปกรณ์การเล่นคือควาย พร็อกพร้าว โดยใช้เปลือกมะพร้าวทำลำตัว
กะลามะพร้าวทำเขา และเม็ดมะกล่ำดำทำตา ทำเสร็จแล้วจะได้รูปแบบนี้คนเล่นจะทำควายพร็อกพร้าวมาคนละตัว
แล้วมางัดกัน โดยใช้มือจับลำตัวควายหันหน้าคว่ำลงให้เขาทาบกับพื้น งัดไปงัดมา
ของใครหักคนนั้นก็แพ้
ถีบลูกพร้าว ใช้มะพร้าวแก่จัดไม่ปอกเปลือก
1 ผล ผู้เล่นแบ่งเป็นสองกลุ่ม จับไม้สั้นไม้ยาวหรือใช้วิธี "ชันชี"
เพื่อหากลุ่มผู้ถีบ
ผลมะพร้าวกลุ่มแรก เมื่อเริ่มเล่นให้ทั้งสองกลุ่มยืนเป็นวงกลมหันหน้าเข้าหากันโดยยืนสลับกัน
นำผลมะพร้าววางกลางวงวางกันมะพร้าว
ลงดิน จากนั้นผู้เล่นทั้งหมดจับมือกันให้แน่น ถ้าคนเล่นมี 6 คน 3 คนจะถีบยับผลมะพร้าว
อีก 3 คนเป็นหลัก ถ้าฝ่ายถีบมีใครล้มก้น
แตะพื้นก็แพ้ ให้ฝ่ายเป็นหลักมาถีบแทน
ร่อนใบพร้าว นำใบมะพร้าวที่ยังติดก้านมาตัดให้ด้านที่มีก้านโตเสมอกัน
ใช้มือฉีกใบมะพร้าวออกให้มีขนาดเท่ากัน วิธีเล่นคือจับใบมะพร้าวชูขึ้นเหนือไหล่
จับส่วนที่เป็นใบซึ่งฉีกออกแล้วขว้างไปสุดแรง ใบมะพร้าวก็จะหลุดออกจากก้าน
ใครขว้างได้ไกล
ที่สุดก็เป็นผู้ชนะ
ของเล่นจากลูกยาง
ชักลูกยาง นำลูกยาง (พารา) มาเจาะเอาเนื้อออกหมด เจาะรูด้านบนด้านล่างและด้านข้าง
ใช้ไม้ไผ่เหลาแล้วผูกติดกับเชือกด้ายสอดไม้ไผ่เข้าไปในเมล็ดยางทางรูด้านบนหรือด้านล่าง
ดึงเชือกด้ายออกมาทางรูด้านข้าง
ติดไม้ไผ่แบน ๆ ทางด้านบน 1 ชิ้น เมื่อจะเล่นหมุนแกนให้เชือกด้ายม้วนเข้าไปอยู่ในลูกยางจนเกือบสุด
ดึงปลายเชือกแรง ๆ
แล้วปล่อย แกนไม้ไผ่ก็จะหมุนไปหมุนมาตามแรงดึง ผู้เล่นต้องดึงและปล่อยกลับอยู่เรื่อย
ๆ จะทำให้แกนและไม้ไผ่แบน ๆ ด้านบนกระทบกันของใครไม้ไผ่หลุด คนนั้นก็แพ้
คุณค่าของการละเล่นไทย
การละเล่นของไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านเท่า
ๆ กันกับเป็นการสะท้อนวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนในท้องถิ่น
นั้น ๆ มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการ "เล่น"
ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เห็นคุณค่า นอกจากเห็นว่าเป็นแค่เพียงความสนุกสนาน
ของเด็ก ๆ หนำซ้ำการละเล่นบางอย่างยังเห็นว่าเป็นอันตราย และเป็นการบ่มเพาะนิสัยการพนันอีก
เช่น ทอยกอง หว่าหากจะมอง
วิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว คุณค่าของการละเล่นของไทยเรานี้มีนับเอนกอนันต์
ดังจะว่าไปตามหัวข้อ
ต่อไปนี้
ประโยชน์ทางกาย
อันได้จากการออกกำลังทั้งกลางแจ้งและในร่ม
เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ เล่น "จับปูดำ ขยำปูนา" หรือ "โยกเยกเอย
น้ำท่วมเมฆ" เด็กก็จะได้หัดใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในตัวพร้อมกับทำท่าให้เข้ากับจังหวะ
พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะชอบเล่นกลางแจ้งกับเด็กคนอื่น ๆ
เป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย ตาเขย่ง ตีลูกล้อ วิ่งเปี้ยว
ขี่ม้าส่งเมือง ตี่จับ เตย ฯลฯ
การละเล่นบางอย่างมีบทร้องประกอบทำให้สนุกครึกครื้นเข้าไปอีก อย่าง รีรีข้าวสาร
โพงพาง มอญซ่อนผ้า อ้ายเข้อ้ายโขง งูกินหาง
นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ฝึกความว่องไว ฝึกความสัมพันธ์ของการเก็งจังหวะแขนเท้า
เช่น กาฟักไข่ ได้ฝึกการใช้ทักษะ
ทางตาและมือในการเล็งกะระยะ เช่น การเล่นลูกหิน ทอยกอง
ฝึกความสังเกต
ไหวพริบ และการใช้เชาวน์ปัญญา จากการละเล่นหลายชนิดที่ต้องชิ่งไหวชิงพริบกันระหว่างการต่อสู้
เช่น
การเล่นกาฟักไข่ ผู้ขโมยจะหลอกล่อชิงไหวชิงพริบกับเจ้าของไข่ ซึ่งต้องคอยระวัง
คาดคะเนไม่ให้ใครมาขโมยไข่ไปได้ หรือการเล่น
แนดบกของทางเหนือ ผู้เล่นจะรู้สึกสนุกกับ การล่อหลอกแนดให้มาแตะ แล้วตัวเองต้องไวพอที่จะวิ่งเข้าวงก่อน
การเล่นเตยหรือ ต่อล่อง
คนล่องก็จะหลอกล่อให้ผู้กั้นเผลอ เพื่อให้ฝ่ายตนไปได้และผู้กั้นก็ต้องคอยสังเกตให้ดีว่า
ใครจะเป็นคนผ่านไป
ฝึกวินัยและการเคารพต่อกติกา
การละเล่นทุกอย่างมีกฏในตัวของมันเอง ซึ่งก็มาจากพวกเด็กนั่นเองเป็นคนช่วยกันกำหนด
ตกลงกันขึ้นมา การเล่นจึงดำเนินไปได้ โดยจะเห็นได้จากก่อนเล่นก็จะมีการจับไม้สั้นไม้ยาว
เป่ายิงฉุบ จุ่มจะหลี้ (ของทางเหนือ คล้าย ๆ
จ่อจีเจี๊ยบ) หรือ ฉู่ฉี้ (เป่ายิงฉุบของทางภาคใต้ มีปืน น้ำ ก้อนอิฐ แก้ว
(น้ำ) หากใครไม่ทำตามกติกาก็จะเข้ากลุ่มเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่ได้
เป็นการฝึกการปรับตัวเข้ากับคนอื่นโดยปริยาย
ฝึกความอดทน
เช่น ขี่ม้าส่งเมือง ผู้แพ้จะต้องถูกขี่หลังไปไหน ๆ ก็ได้ บางคนตัวเล็กถูกคนตัวใหญ่ขี่ก็ต้องยอม
ถ้าไม่ทนก็เล่นกัน
ไม่ได้ หรือเสือข้ามห้วย คนเป็น "ห้วย" ต้องอดทนทำท่าหลายอย่างให้ผู้เป็น
"เสือ" ข้าม บางครั้งต้องเป็น "ห้วย" อยู่นาน เพราะไม่มีเสือ
ตัวใดตาย หรือหา "เสือ" ข้ามได้หมด "ห้วย" ก็ถูกลงโทษ
ถูก "เสือ" หามไปทิ้งแล้ววิ่งหนี "ห้วย"
ฝึกความสามัคคีในคณะ
อย่างเช่น ตี่จับในขณะที่ผู้เล่นของฝ่ายหนึ่งเข้าไป "ตี่" เพื่อให้ถูกตัวผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง
แล้วจะได้วิ่งกลับ
ฝ่ายของตน โดยไม่ถูกจับเป็นเชลยนั้น ผู้เล่นอีกฝ่ายต้องพร้อมใจกันพยายามจับผู้เข้ามา
"ตี่" ไว้อย่าให้หลุดมือ เพราะถ้าหลุดกลับไปฝ่าย
ของตน ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องกลับไป เป็นเชลยทั้งกลุ่ม หรืออย่างชักคะเย่อ
ผู้เล่นของแต่ละฝ่ายต้องพร้อมใจกันออกแรงกันสุดฤทธ
ิ์สุดเดช เพื่อให้เครื่องหมายที่กึ่งกลางของเชือกเข้าไปอยู่ฝ่ายตน
ฝึกความซื่อสัตย์
ผู้เล่นเป็นคนหาต้องผิดตาให้มิดในขณะที่คนอื่น ๆ วิ่งไปซ่อน อย่างคำร้องประกอบการเล่นชนิดนี้ว่า
"ปิดตาไม่มิด สารพิษเข้าตา พ่อแม่ทำนา ได้ข้าวเม็ดเดียว" หรือหมากเก็บอีตัก
ถ้ามือของผู้เล่นไปแตะถูกก้อนหินหรือเม็ดผลไม
้ก็ต้องยอม "ตาย" ให้คนอื่นเล่นต่อ แม้ว่าคนอื่นจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
ฝึกความรับผิดชอบ
การปฏิบัติตามกติกาไม่ว่าจะเป็นการเล่นอะไร ถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้เล่น
เช่น
เล่นหมุนนาฬิกา ผู้เล่นทุกคนต้องจับมือกันให้แน่นแล้วหงายตัว เอาเท้ายันกัน
คนยืนสลับต้องจับมือคนหนึ่งให้แน่น ๆ แล้ววิ่งรอบ ๆ
เป็นวงกลมเหมือนนาฬิกา ทุกคนจึงต้องรับผิดชอบจับมือหรือยันเท้าให้มั่น
จึงจะหมุนได้สนุก
การละเล่นของเด็กไทยสะท้อนความเป็นไทย
การละเล่นของเด็ก บทร้องประกอบการเล่น
ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ใช้เป็นของเล่นสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม และความเชื่อของคนไทยในสมัยก่อนได้อย่างชัดเจน
เห็นภาพ ดังต่อไปนี้
ภาพของเด็กไทยสมัยก่อน
จากบทร้องล้อเลียน "ผมจุก คลุกน้ำปลา เป็นขี้หมา นั่งไหว้ กระจ๊องหง่อง"
หรือ "ผมแกละ
กระแดะใส่เกือก ตกน้ำตาเหลือก ใส่เกือกข้างเดียว" ก็ทำให้เห็นภาพเด็กสมัยโบราณที่ส่วนใหญ่ไว้ผมจุก
ผมแกละกันทั้งเมือง
ความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่
จากบทร้องจ้ำจี้ "สาวสาวหนุ่ม อาบน้ำท่าไหน อาบน้ำท่าวัด" ทำให้นึกภาพของบ้านเรือนสมัยโบราณ
ซึ่งมักอยู่กันริมน้ำ อาบน้ำกันที่ท่า สัญจรกันด้วยเรือเป็นส่วนใหญ่ หรือการละเล่นชนควายด้วยศรีษะ
ชนควายพร็อกพร้าว
เป็นการเลียนแบบการชนควายชนวัวซึ่งเป็นที่นิยมกันมากทางภาคใต้ ส่วนทางภาคอีสานก็มีการละเล่นดึงครกดึงสาก
ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการทำมาหากินเพื่อดำรงชีพของชาวนา เป็นต้น
สะท้อนการทำมาหากินของคนไทย
มีการละเล่นและบทร้องประกอบการละเล่นหลายอย่างที่กล่าวถึงข้าววัวควายที่ช่วยไถนาและการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของคนไทย
ตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน อย่าง รีรีข้าวสาร การเล่นขโมยลักควาย (ทางใต้)
นอกจากทำนาแล้วยังมีการค้าขายจับปลา เช่น เล่นขายแตงโม
ซึ่งมีบทเจรจา ผู้เล่นสมมติ เป็นแตงโม มีผู้มาซื้อและพูดกับเจ้าของ โพงพาง
มีบทร้องที่ว่า"ปลาตาบอดเข้าอดโพงพาง" หรือผีสุ่ม
กล่าวถึงการจับปลาโดยใช้สุ่ม
ความเชื่อ
การละเล่นบางอย่างสะท้อนให้เห็นความเชื่อของชาวไทยในเรื่องไสยศาสตร์
เช่นการละเล่นที่มีการเชิญคนทรง
อย่าง แม่ศรี ลิงลม ย่าด้ง เป็นต้น ทางภาคอีสานจะมีการละเล่นที่สะท้อนความเชื่อหลายอย่างเช่น
เล่นนางดงแล้วจะขอฝนได้สำเร็จ
เล่นผีกินเทียนแสดงความเชื่อเรื่องผี มีทั้งกลัวและอยากลองผสมกัน หรือผีเข้าขวด
ซึ่งมีทั้งภาคอีสานและทางภาคใต้ ทางอีสาน
ก็มีเล่นแม่นาคพระโขนง และมะล๊อกก๊อกแก๊ก ซึ่งเป็นบทโต้ตอบระห่างผู้เล่นที่สมมุติ
เป็นผีกับเด็กคนอื่น ๆ แล้วจบลงที่ผีวิ่งไล่จับเด็ก
เป็นผีกับเด็กคนอื่น ๆ แล้วจบลงที่ผีวิ่งไล่จับเด็เป็นที่น่าสนุกสนานและ
ตื่นเต้นด้วยความกลัวผีไปพร้อม ๆ กัน
ค่านิยม
ในเรื่องของมารยาท ถือว่าคนมีมารยาทเป็นคนมีบุญ คนที่มารยาททรามเป็นคนอาภัพ
ดังในคำร้องจ้ำจี้ว่า
"จ้ำจี้เม็ดขนุน
ใครมีบุญได้กินสำรับ
ใครผลุบผลับ
ได้กินกะลา (หรือกินรางหมาเน่า)"
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว
มีบทร้องว่าลูกเขยต้องกตัญญูต่อแม่ยาย ในบทเล่นจ้ำจี้อีกบทว่า
"จ้ำจี้ดอกเข็ม
มาเล็มดอกหมาก
เป็นครกเป็นสาก
ให้แม่ยายตำข้าว
เป็นน้ำเต้า
ให้แม่ยายเลียงชด
เป็นชะมด
ให้แม่ยายฝนทา ฯลฯ
ค่านิยมที่แม่มีลูกชายก็พาไปบวช
ถือเป็นกุศลแก่คนเป็นแม่ว่า
"จ้ำจี้จ้ำจวด
พาลูกไปบวชถึงวัดถึงวา ฯลฯ
การยกย่องขุนนางว่าเป็นผู้ได้ผลประโยชน์กว่า
ว่า
"ซักส้าวเอย
มะนาวโตงเตง
ขุนนางมาเอง
มาเล่นซักส้าว
มือใครยาว
สาวได้สาวเอา
มือใครสั้น
เอาเถาวัลย์ต่อเข้า"
คุณค่าทางวรรณศิลป์
บทร้องประกอบการละเล่นของเด็กไทย
หากไม่อยู่ในรูปของฉันทลักษณ์ ก็จะมีคำคล้องจองกันอยู่ในรูปของฉันลักษณ์
ก็จะมีคำคล้องจองกันมีสัมผัสนอกสัมผัสใน เท่ากับเป็นการแทรกซึมวิสัยความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อย
กันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นของภาคกลางภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ซึ่งในแต่ละภาคก็จะสอดแทรกภาษาท้องถิ่นของตนเข้าไปด้วย
นอกจากนั้นมีการเลียนเสียงต่าง ๆ หรือออกเสียงแปลก ๆ ซึ่งทำให้เด็ได้ฝึกลิ้น
เช่น เลียนเสียงนก "จ้ำจี้เม็ดขนุน...นกขุนทองร้องวู้"
เลียนเสียงกลอง "ผมเปียมาเลียใบตอง พระตีกลอง ตะลุ่มตุ่มเม้ง"
เลียนเสียงร้องไห้ "ขี้แย ขายดอกแค ขายไม่หมดร้องไห้แงแง"
คำแปลก ๆ มักจะปรากฎบ่อยมาก แม้ว่าจะไม่มีความหมายแต่ฟังแล้วก็รู้สึกสนุก
ทำให้เด็กชอบ เช่น "เท้งเต้ง" "โตงเตงโตงเว้า"
"กระจ๊องหง่อง" "ออระแร้ ออระชอน" "มะล้อกก๊อกแก๊ก"
"จีจ่อเจี๊ยบไ "ตะโลนโพนเพน" "ตุ๊ยตู่ ตุ๊มเดี่ยว"
บางบทใช้ภาพพจน์ทำให้เกิดความงามในภาษา
เช่นบทร้องของทางใต้บทหนึ่งว่า "เชโคโยย่าหนัด ฉัดหน้าแข้ง เดือนแจ้งๆ
มาเล่นเชโชค" บทร้องบางบทใช้คำท่เป็นสัญลักษณ์แฝง ความหมายในแง่เพศสัมพันธ์
เช่น
"จ้ำจี้มะเขือพวง เมียน้อยเมียหลวง
มากินก้ามกุ้ง
ก้ามกุ้งร้องแง้
มาสอยดอกแค
มาแหย่รูปู
อีหนูตกกระได
กลางคืนเมาเหล้า
เตะหม้อข้าวปากปิ่น
หม้อข้าววิ่งหนี
สาระพีเล่นกล
กระจ่าสวดมนต์ รับศีลรับพระ"
คุณค่าในการใช้ภาษาสื่อสาร
เป็นที่น่าสังเกตว่าบทร้องและบทเจรจาโต้ตอบนั้นมีคุณค่าในการสื่อสารอยู่มาก
กล่าวคือ ทำให้เด็ก ๆ
ได้คุ้นเคยกบคำที่ใช้เรียกชื่อ หรือใช้บอกกริยาอาการต่าง ๆ ช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการทางภาษาโดยไม่รู้ตัว
ในบทเจรจาโต้ตอบก็เป็นคำถาม คำตอบสั้นๆ มีเนื้อความเป็นเรื่องเป็นราวเป็นคำพูดในชีวิตประจำวันบ้าง
ดังในบทเล่นแม่งูหรือแม่งูสิงสางของภาคเหนือ บักมี่ดึงหนังของภาคอีสาน
หรือฟาดทิงของทางใต้
บทโต้ตอบบักมี่ดึงหนัง
ถาม
ขอกินบักพ่าวแน (มะพร้าว)
ตอบ ยังบ่ได้ต่อย
(สอย)
ถาม ขอกินกลอยแน
ตอบ บ่ทันได้นึ่ง
ถาม ขอกินบักมี่สุกแน
ตอบ หน่วยใดสุกเอาเลย
บทโต้ตอบฟาดทิง
แม่ทิง มาแต่ไหน
ผู้เล่น มาแต่เผาถ่าน
แม่ทิง เผาถ่านทำไหร
(ทำอะไร)
ผู้เล่น เผาถ่านตีเมด
(มีด)
แม่ทิง ตีเมดทำไหร
ผู้เล่น ตีเมดทำไหร
ผู้เล่น ตีเมดเหลาหวาย
แม่ทิง เหลาหวายทำไหร
ผู้เล่น เหลาหวายสานเชอ
(กระเชอ)
แม่ทิง สานเชอทำไหร
ผู้เล่น สานเชอใสทิง
แม่ทิง ทิงไหน
ผู้เล่น ทิงนั่นเเหละ
(ชี้ไปที่แม่ทิง)
การใช้ภาษาในการเล่นทายปริศนา
ปริศนาหรือคำทายต่างๆที่เด็กๆชอบเล่นทายกันนั้นวิเคราะห์ได้ว่าเป็นวิธีการที่ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิดสัมพันธ์กับการ
ใช้ภาษาทั้งนี้เพราะปริศนาก็คือการตั้งคำถามให้เด็กคิดถึงสิ่งต่างๆที่ตนเคยพบเคยห็นมาใครช่างสังเกตรู้จักคิดเปรียบเทียบความหมาย
ของคำทายกับสิ่งที่ตนเคยพบเห็น ก็สามารถทายถูก ความสนุกจากการทายถูกจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กพยายามใช้ความสังเกตควบคู่ไปกับ
การใช้ภาษาเพิ่มขึ้น เช่น
อะไรเอ่ย
เรือนสองเสา หลังคาสองตับ นอนไม่หลับลุกขึ้นร้องเพลง
คำตอบ ไก่ขัน
อะไรเอ่ย ซื้อมาเป็นสีดำ
นำไปใช้กลายเป็นสีแดง พอสิ้นแรง กลายเป็นสีเทาต้องเอาไปทิ้ง
คำตอบ ถ่าน
(ภาคเหนือ) ตุ้มกุ๋บขึ้นดอย
ก้าบฝอยล่องห้วย (หลังนูน ๆ ขึ้นดอย ครบฝอยไปตามลำธาร)
คำตอบ เต่าและกุ้ง
(ภาคใต้) พร้าวเซกเดียวอยู่บนฟ้า
คนทั้งพาราแลเห็นจบ
คำตอบ พระจันทร์เสี้ยว
(ภาคอีสาน) ช่างขึ้นภู
ต๊บหูปั๊ว ๆ แมนหญัง (ช้างขึ้นภูเขา ตบหูปั๊ว ๆ อะไรเอีย)
คำตอบ หูกทอผ้า
นับวันการละเล่นของไทยจะหายไป
นี่คือความเป็นจริงที่น่าเสียดายเช่นเดียวกับประเพณีของไทยอีกหลาย
ๆ อย่าง ซึ่งจะอยู่ยงคงได้ก็ต่อเมื่อคนไทย
เท่านั้นที่รับสืบทอดมาปฏิบัติ โดยมิอาจจะอนุรักษ์เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ดังเช่น
วัตถุโบราณได้ เมื่อยุคสมัยผันแปรไป ค่านิยม
ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไปจากวิถีการดำรงชีวิตในอดีตอย่างมากมาย น่าเสียดายที่ว่าในปัจจุบันของเล่นต่าง
ๆ
มากมายทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ได้เข้ามาแทนที่การละเล่นต่าง
ๆของสมัยก่อนซึ่งแทบจะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย
หรือถ้ามีก็จะเป็นอุปกรณ์การเล่นที่นำมาจากธรรมชาติ หรือของใช้ในครัวเรือน
หรือไม่ก็คิดประดิษฐ์กันเอาเองไม่ต้องซื้อหา
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ โทรทัศน์ และวิดีโอ ซึ่งเด็กสมัยนี้ติดกันมาก
แทบจะแกะตัวออกมาจากหน้าจอไม่ได้
จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมเด็กสมัยนี้ถึงมีร่างกายกระปรกกระเปรี้ย สายตาสั้นพัฒนาการทางภาษาไม่กว้างไกล
นี่ยังไม่นับเด็ก
อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กวัยรุ่นหรืออย่างเข้าวัยรุ่นที่กำลังหลงแสงหลงเสียงเพลงในตลับ
ซึ่งภาษาในเนื้อเพลงแทบจะหาคุณค่า
ทางวรรณศิลป์ไม่เจอเอาเสียเลย เป็นเรื่องน่าคิดว่า สิ่งที่เข้ามาแทนที่ของเก่านั้น
ผู้เป็นพ่อแม่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กไทย
ทั้งหลายได้เลือกสรรสิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์แก่เด็กอย่างแท้หรือไม่
ทัศนะต่อการละเล่นของเด็กไทย
พต.หญิง คุณหญิงผะอบ
โปษะกฤษณะ ผู้ก่อตั้งโครงการเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นท่านผู้หนึ่งที่ทำการวิจัย และรวบรวมการละเล่นของเด็กภาคกลาง ภาคใต้
ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ได้กรุณาให้ทัศนะถึงเรื่องนี้ว่า "ประโยชน์ของการเล่นไม่ใช้แค่ให้เติบโตแข็งแรง
มันยังให้ความรับผิดชอบ การรักษาระเบียบวินัย
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เรากำลังไขว่คว้าหากันอยู่ การเล่นจะทำให้เกิดความเคารพกติการ
รู้แพ้ รู้ชนะ ฝึกจิตใจให้เป็นคนดี
และได้หัดภาษาไทยด้วย การเล่นของเด็กไทยโบราณก็นำมาใช้ได้ดีกับเด็กยุคนี้
เพราะมันเล่นที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้ที่กว้างก็ได้
วัสดุการเล่นก็ใช้ตามท้องถิ่นได้สบาย แต่การเล่นบางอย่างที่มีการพนันด้วยก็ไม่ดี
อย่างโยนหลุม ทอยกอง หรือยิงหนังสติ๊ก
มันก็อันตราย ต้องระวัง เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ไปเล่นเพลง เล่นเทปกันหมด นอนฟังในห้อง
ไม่ค่อยจะไปไหน แล้วยังทีวี วิดีโอ
พ่อแม่ก็ปรนเปรอให้ เลยไม่รู้จักการเล่น ไปเพลิดเพลินกับเสียงแสงสีเสียงหมด
การเล่นกลางแจ้งกายไป ความจริงการเล่นกลางแจ้ง
มีประโยชน์มาก มันได้อากาศบริสุทธิ์ อวัยวะต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวเติบโต
ผู้ใหญ่ก็เล่นได้ ดิฉันนี่เล่นจนถึง ม.8 เลย อย่างวิ่งเปี้ยว
วิ่งสามขา วิ่งกระสอบ สะบ้า สนุกมาก และอีกทัศนะหนึ่งจาก
ดร.จรวยพร ธรณินทร์
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลศึกษา กรมพลศึกษากระทรวงศึกษาธิการว่า
"ในหลักสูตรชั้นประถมมีการละเล่นคละกันทั้งไทย และที่ดัดแปลงจากต่างประเทศ
ของไทยก็มีตั้งแต่ วิ่งวัวเป็นต้น ็แต่จะไม่เป็นรูปแบบที่เป็นทางการ มีเพื่อให้เด็กสนุกได้ออกกำลัง
และเพื่ออนุรักษ์การเล่นของเก่าให้คงอยู่ สาเหตุที่การละเล่นของไทย
เสื่อมความนิยมไปก็เนื่องมาจากการมีกีฬาสากลเข้ามาเล่นกันมาก และมีการส่งเสริมแข่งขันจนเป็นที่แพร่หลายกว่า
บ้านเมืองเจริญ
ขึ้นคนต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจโอกาสที่จะเล่นก็น้อยลงไม่มีหน่วยงานใดรับผิดขอบในการอนุรักษ์เรื่องนี้โดยตรงเด็กไทยโดยเฉพาะ
ในกรุงเทพฯเรียนหนักขึ้นแข่งขันกันมากขึ้น มีการเน้นการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ
จนไม่สนใจการเล่น
คนไทยใช้เวลาพักผ่อนกับการดูทีวี วิดีโอ หรือฟังวิทยุกันมาก ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
และการเล่นแบบไทย ยังไม่ได้จัดเข้าระบบการแข่งขันแบบสากลมันจึงไม่เร้าใจ
ไม่สามารถจะอยู่คงทนต่อไปได้ หากมีการอนุรักษ์เป็นประเพณีท้องถิ่นก็จะอยู่ได้ถาวร
การละเล่นของไทยเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นไทย ถ้าไม่มีการเล่นกันต่อไปมันก็จะสูญ
ถ้าไม่มีการกระตุ้น สนับสนุน ต่อไปก็จะไม่เหลือ เราต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรมันจึงจะแพร่หลาย"
ขอขอบพระคุณ
: พต.หญิงคุณหญิง ผอบโปษะกฤษณะ ประธานอนุกรรมการเผยแพร่เอกลักษณ์ของไทยที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษารวมทั้งเอกสารประกอบการค้นคว้า
และสไลด์ภาพประกอบการละเล่นของเด็กไทย
: คุณจิตรลดา
ทัชชะวณิช หัวหน้าบรรณารักษ์ห้องสมุดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่กรุณาอำนวยความสะดวกในการค้นคว้าเรื่องการละเล่นของเด็กไทยนี้
(ข้อมูลจากหนังสือ
"วัฒนธรรมพื้นบ้าน" จัดทำโดย เมืองโบราณฉบับพิเศษ (หน้า 220-22
|